คนเราสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ก็เพราะว่า มีแสงส่องไปกระทบกับวัตถุแล้วสะท้อนเข้าสู่นัยน์ตาของเราเริ่มจากที่กระจกตา ( Cornea ) ผ่านเข้าทางรูม่านตา (Pupil) ไปที่แก้วตา (Lens) แล้วไปตกลงบนจอตา(Retina) ตามลำดับ โดยเซลล์รับภาพที่จอตาจะได้รับภาพมา ในลักษณะของภาพหัวกลับ แล้วส่งสัญญาณที่ได้รับไปตามประสาทตา (Optic Nerve) สู่สมองส่วนท้ายทอย จากนั้นสมองของเราจะทำหน้าที่แปลภาพหัวกลับที่ถูกส่งมานั้นให้กลายเป็นภาพหัวตั้งตามเดิมจึงทำให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆ ได้
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิชาการ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิชาการ แสดงบทความทั้งหมด
เรามองเห็นภาพได้อย่างไร
คนเราสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ก็เพราะว่า มีแสงส่องไปกระทบกับวัตถุแล้วสะท้อนเข้าสู่นัยน์ตาของเราเริ่มจากที่กระจกตา ( Cornea ) ผ่านเข้าทางรูม่านตา (Pupil) ไปที่แก้วตา (Lens) แล้วไปตกลงบนจอตา(Retina) ตามลำดับ โดยเซลล์รับภาพที่จอตาจะได้รับภาพมา ในลักษณะของภาพหัวกลับ แล้วส่งสัญญาณที่ได้รับไปตามประสาทตา (Optic Nerve) สู่สมองส่วนท้ายทอย จากนั้นสมองของเราจะทำหน้าที่แปลภาพหัวกลับที่ถูกส่งมานั้นให้กลายเป็นภาพหัวตั้งตามเดิมจึงทำให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆ ได้
สายตาเอียง (Astigmatism)
ตามปกติแล้วแสงที่ผ่านเข้าสู่ดวงตานั้นควรจะมีการหักเหของแสงในแต่ละระนาบเท่ากันตลอดทั้ง 360 องศาทำให้แสงมารวมกันเป็นจุดอยู่บนจอตา (Retina) ดังนั้นเราจึงมองสิ่งต่างๆ ได้อย่างชัดเจน ส่วนภาวะสายตาเอียง (Astigmatism) ก็คือมีการหักเหแสงของดวงตาในแต่ละระนาบที่ไม่เท่ากัน ทำให้ไม่สามารถจะรวมแสงที่ผ่านเข้ามาในแต่ละแกนให้เป็นจุดเดียวกัน ผู้ที่มีสายตาเอียงจะมองเห็นภาพในสองแนวแกนชัดไม่เท่ากัน โดยจะมีแนวแกนหนึ่งชัดกว่าอีกแนวแกนหนึ่งซึ่งส่วนใหญ่แล้วทั้งสองแกนมักมักตั้งจะฉากกันยกตัวอย่างเช่น มองเห็นเส้นแนวนอนชัด แต่มองเห็นเส้นแนวตั้งไม่ชัด ส่งผลให้ผู้ที่สายตาเอียงมองเห็นภาพไม่ชัดเมื่อพยายามโฟกัสไปยังตำแหน่งในแนวแกนที่มีปัญหาสายตาเอียง
มีวิธีสังเกตภาวะสายตาเอียง (Astigmatism) ง่าย ๆ คือ ผู้ที่มีสายตาสั้น หรือสายตายาว จะสามารถมองเห็นตัวเลข ตัวอักษร ชัดเท่าๆกันทุกตัว หรือมัวเท่าๆกันทุกตัว แต่ผู้ที่มีสายตาเอียงจะมองเห็นตัวเลข หรือตัวอักษรบางตัวชัด บางตัวไม่ชัด เช่น เห็นเลข 1 ชัดเจนแม้ตัวเลขจะมีขนาดเล็กมาก แต่ไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างเลข 3 , 5 , 8 , 9 ได้ แม้ตัวเลขที่มองไม่ชัดนั้นจะมีขนาดใหญ่กว่าก็ตาม
มีวิธีสังเกตภาวะสายตาเอียง (Astigmatism) ง่าย ๆ คือ ผู้ที่มีสายตาสั้น หรือสายตายาว จะสามารถมองเห็นตัวเลข ตัวอักษร ชัดเท่าๆกันทุกตัว หรือมัวเท่าๆกันทุกตัว แต่ผู้ที่มีสายตาเอียงจะมองเห็นตัวเลข หรือตัวอักษรบางตัวชัด บางตัวไม่ชัด เช่น เห็นเลข 1 ชัดเจนแม้ตัวเลขจะมีขนาดเล็กมาก แต่ไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างเลข 3 , 5 , 8 , 9 ได้ แม้ตัวเลขที่มองไม่ชัดนั้นจะมีขนาดใหญ่กว่าก็ตาม
- สาเหตุ ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากความโค้งในแต่ละแนวของกระจกตาดำไม่เท่ากัน โดยที่สายตาเอียงอาจมีลักษณะความโค้งเป็นรูปไข่หรือลูกรักบี้ทำให้กำลังหักเหของแสงในแต่ละแนวแตกต่างกัน แต่ถ้าหากเป็นคนสายตาปกติจะมีความโค้งคล้ายทรงกลมแบบเดียวกับลูกฟุตบอล
- อาการ เวลามองภาพโดยทั่วไปจะไม่ค่อยคมชัด เวลาโดนแสงดวงตาจะสู้แสงไม่ได้ และมักจะมีอาการปวดหัวบ่อยกว่าคนปกติ
- วิธีแก้ไข ใช้แว่นสายตาเอียง ซึ่งมีกำลังของเลนส์ในแต่ละแนวไม่เท่ากันเพื่อแก้สายตาในแนวที่มีปัญหา หรือแก้ไขด้วยการใช้เลนส์สัมผัส (Contact Lens)
คุณสมบัติโคฮีเรนต์ (Coherent) ของแสงเลเซอร์
แสงเลเซอร์เกิดขึ้นได้จากการเปล่งแสงแบบถูกเร้า (Stimulated Emission) โดยที่โฟตอน (Photon) จะมีความเป็นระเบียบสูง เกิดเป็นคลื่นแสงมีลักษณะที่พร้อมเพรียงกัน และมีการขยายสัญญาณแสงด้วยแควิตี้แสง โฟตอนจึงมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยแสงมีความเข้มสูงและวิ่งในทิศทางที่แน่นอน ซึ่งเป็นแนวตั้งฉากกับกระจกที่ใช้ทำเป็นแควิตี้เท่านั้น ดังนั้นแสงเลเซอร์จึงมีคุณสมบัติที่สำคัญอยู่ 4 ประการ คือ
- เป็นแสงสีเดียว (มีค่าความยาวคลื่นเดียว)
- มีเฟสเดียวกัน (มีหน้าคลื่น)
- มีทิศทางแน่นอน (เป็นลำแสง)
- มีความเข้มสูง (จำนวนโฟตอนต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่สูง)
การค้นพบแสงเลเซอร์
ซี.เอช. ทาวน์ส (C.H. Townes) เป็นผู้ที่คิดค้นเลเซอร์ โดยเขาได้เสนอทฤษฎีเลเซอร์ไว้ในปี ค.ศ. 1954 และต่อมาในปี ค.ศ. 1964 เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์จากทฤษฎีนี้
ทีโอดอร์ เอช ไมแมน (Theodore H.Maiman) นักฟิสิกส์ชาวอเมริกัน เป็นผู้ที่ประดิษฐ์แสงเลเซอร์ได้เป็นคนแรกของโลกและสามารถพิสูจน์ทฤษฎีเลเซอร์ของ C.H. Townes ได้สำเร็จ ด้วยการศึกษาค้นคว้าและวิจัยเกี่ยวกับแสงเลเซอร์ขึ้นที่สถาบันวิจัย ฮิวจ์ (Hughes Research Laboratories) โดยการสร้่างอุปกรณ์ให้กำเนิด "เลเซอร์ทับทิม (Ruby Laser)" ซึ่งเป็นของแข็ง ในปี ค.ศ.1960 โดยการใช้ท่อแสงอิเล็กทรอนิกส์ขดรอบผลึกทับทิมซึ่งถูกสังเคราะห์ขึ้นจากการผสมอลูมิเนียมกับโครเมียมอ๊อกไซด์ ซึ่งอะตอมโครเมี่ยมในแท่งทับทิมจะถูกกระตุ้นให้ปล่อยแสงเลเซอร์ออกมาตามท่อลำแสงเป็นระยะ เร่งให้ อะตอมโครเมี่ยมเปลี่ยนจากสภาวะพลังงานต่ำไปสู่ระดับพลังงานสูง ซึ่งภายในเวลาเพียง 1 ใน 2,000-3,000 ของวินาที แล้วอะตอมโครเมี่ยมก็จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ โดยในขณะเดียวกันก็จะปล่อยพลังงานที่เรียกว่า "โฟตอน" ออกมาด้วย เมื่อโฟตอนที่ถูกปล่อยออกมาไปกระทบกับอะตอมของโครเมียม ก็จะทำให้โครเมี่ยมปล่อยโฟตอนที่เหมือนกันออกมาอีก และมีการเคลื่อนที่เป็นคู่ในทิศทางเดียวกัน กลายเป็นลำแสงที่สะท้อนไปมาระหว่างกระจกที่ปลายแต่ละข้างของแท่งทับทิม ซึ่งหากพุ่งผ่านกระจกที่ถูกฉาบปรอทไว้ครึ่งหนึ่ง จะเกิดเป็นลำแสงสีแดงส่องออกมาจากปลายข้างหนึ่ง
จาแวน (Javan) เป็นผู้ประดิษฐ์เลเซอร์ที่ทำจาก ก๊าซฮีเลียม-นีออน ซึ่งถือว่าเป็นเลเซอร์แบบก๊าซ ได้เป็นผลสำเร็จในปีเดียวกันนั้นเอง หลังจากนั้นพัฒนาการด้านเทคโนโลยีเลเซอร์ก็มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง และมีการผลิดเลเซอร์ชนิดต่างๆออกมามากมายซึ่งมีทั้งที่ทำจาก ของแข็ง ของเหลว ก๊าซ และจากสารกึ่งตัวนำจำพวกไดโอด
ทีโอดอร์ เอช ไมแมน (Theodore H.Maiman) นักฟิสิกส์ชาวอเมริกัน เป็นผู้ที่ประดิษฐ์แสงเลเซอร์ได้เป็นคนแรกของโลกและสามารถพิสูจน์ทฤษฎีเลเซอร์ของ C.H. Townes ได้สำเร็จ ด้วยการศึกษาค้นคว้าและวิจัยเกี่ยวกับแสงเลเซอร์ขึ้นที่สถาบันวิจัย ฮิวจ์ (Hughes Research Laboratories) โดยการสร้่างอุปกรณ์ให้กำเนิด "เลเซอร์ทับทิม (Ruby Laser)" ซึ่งเป็นของแข็ง ในปี ค.ศ.1960 โดยการใช้ท่อแสงอิเล็กทรอนิกส์ขดรอบผลึกทับทิมซึ่งถูกสังเคราะห์ขึ้นจากการผสมอลูมิเนียมกับโครเมียมอ๊อกไซด์ ซึ่งอะตอมโครเมี่ยมในแท่งทับทิมจะถูกกระตุ้นให้ปล่อยแสงเลเซอร์ออกมาตามท่อลำแสงเป็นระยะ เร่งให้ อะตอมโครเมี่ยมเปลี่ยนจากสภาวะพลังงานต่ำไปสู่ระดับพลังงานสูง ซึ่งภายในเวลาเพียง 1 ใน 2,000-3,000 ของวินาที แล้วอะตอมโครเมี่ยมก็จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ โดยในขณะเดียวกันก็จะปล่อยพลังงานที่เรียกว่า "โฟตอน" ออกมาด้วย เมื่อโฟตอนที่ถูกปล่อยออกมาไปกระทบกับอะตอมของโครเมียม ก็จะทำให้โครเมี่ยมปล่อยโฟตอนที่เหมือนกันออกมาอีก และมีการเคลื่อนที่เป็นคู่ในทิศทางเดียวกัน กลายเป็นลำแสงที่สะท้อนไปมาระหว่างกระจกที่ปลายแต่ละข้างของแท่งทับทิม ซึ่งหากพุ่งผ่านกระจกที่ถูกฉาบปรอทไว้ครึ่งหนึ่ง จะเกิดเป็นลำแสงสีแดงส่องออกมาจากปลายข้างหนึ่ง
จาแวน (Javan) เป็นผู้ประดิษฐ์เลเซอร์ที่ทำจาก ก๊าซฮีเลียม-นีออน ซึ่งถือว่าเป็นเลเซอร์แบบก๊าซ ได้เป็นผลสำเร็จในปีเดียวกันนั้นเอง หลังจากนั้นพัฒนาการด้านเทคโนโลยีเลเซอร์ก็มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง และมีการผลิดเลเซอร์ชนิดต่างๆออกมามากมายซึ่งมีทั้งที่ทำจาก ของแข็ง ของเหลว ก๊าซ และจากสารกึ่งตัวนำจำพวกไดโอด
องค์ประกอบของระบบกำเนิดแสงเลเซอร์
ระบบกำเนิดแสงเลเซอร์โดยทั่วไปประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วนคือ
- สารเลเซอร์ หรือ เลเซอร์มีเดียม (Laser Medium) เป็นสารหรือเนื้อวัสดุที่ใช้เป็นตัวกลางทำให้เกิดแสงเลเซอร์ ที่มีโครงสร้างอะตอมหรือโมเลกุลเหมาะสมกับการเกิดเลเซอร์ ตัวอย่างเช่น ผลึกทับทิม (Ruby Crystal) สารกึ่งตัวนำ (Semiconductor) ฯลฯ
- ระบบจ่ายกำลัง (Power Supply) เป็นระบบทางไฟฟ้าหรือทางแสง สำหรับกระตุ้นพลังงานให้แก่เนื้อวัสดุที่เป็นสารเลเซอร์ให้มีสภาพถูกกระตุ้น (Energy Pumping) เพื่อให้ปลดปล่อยแสงเลเซอร์
- ระบบสะท้อนแสง หรือ ระบบออฟติคอล เรโซเนเตอร์ (Optical Resonator) เป็นระบบสะท้อนแสง เพื่อช่วยกระตุ้นการปลดปล่อยแสงเสเซอร์สำหรับขยายสัญญาณแสงให้มีความเข้มสูง
แสงเลเซอร์คืออะไร
แสงเลเซอร์คือ คลื่นแสงที่มีความถี่เป็นค่าเดียวกัน โดย LASER ย่อมาจาก “Light Amplification by Stimulated Emission Radiation” ซึ่งหมายถึง การขยายพลังแสงด้วยการกระตุ้นให้แผ่รังสี
โดยแสงเลเซอร์จะมีลักษณะพิเศษคือเป็นคลื่นแสงที่มีความถี่ค่าเดียว (Monochromatic Light) และมีความเป็นระเบียบสูง (Coherence) ส่งผลให้ให้คลื่นแสงเลเซอร์จะไม่เกิดการหักล้างกันเองและมีการเสริมกันอยู่ตลอดเวลาตามคุณสมบัติของคลื่น ทำให้เป็นลำแสงที่มีความเข้มสูงอย่างยิ่ง มีความพร้อมเพรียงสม่ำเสมอ และคงที่โดยแสงที่ปล่อยออกมาทั้งหมด จะมีความยาวคลื่น สี และจังหวะเป็นแบบเดียวกันหมด และถ้าแสงเลเซอร์อยู่ในสเป็กตรัมที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า (visible spectrum) ก็จะสามารถระบุช่วงของความยาวคลื่นได้ง่ายจากการดูสีของเลเซอร์ ซึ่งแสงเลเซอร์จะแตกต่างจากแสงธรรมดาที่เมื่อฉายแสงออกไปลำแสงจะบานกว้างออกเป็นลักษณะรูปกรวย โดยแสงเลเซอร์จะมีคุณสมบัติทั่วไปดังนี้
โดยแสงเลเซอร์จะมีลักษณะพิเศษคือเป็นคลื่นแสงที่มีความถี่ค่าเดียว (Monochromatic Light) และมีความเป็นระเบียบสูง (Coherence) ส่งผลให้ให้คลื่นแสงเลเซอร์จะไม่เกิดการหักล้างกันเองและมีการเสริมกันอยู่ตลอดเวลาตามคุณสมบัติของคลื่น ทำให้เป็นลำแสงที่มีความเข้มสูงอย่างยิ่ง มีความพร้อมเพรียงสม่ำเสมอ และคงที่โดยแสงที่ปล่อยออกมาทั้งหมด จะมีความยาวคลื่น สี และจังหวะเป็นแบบเดียวกันหมด และถ้าแสงเลเซอร์อยู่ในสเป็กตรัมที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า (visible spectrum) ก็จะสามารถระบุช่วงของความยาวคลื่นได้ง่ายจากการดูสีของเลเซอร์ ซึ่งแสงเลเซอร์จะแตกต่างจากแสงธรรมดาที่เมื่อฉายแสงออกไปลำแสงจะบานกว้างออกเป็นลักษณะรูปกรวย โดยแสงเลเซอร์จะมีคุณสมบัติทั่วไปดังนี้
- การเบี่ยงเบนของลำแสงน้อย (low-divergence beam)
- เคลื่อนที่ในทิศทางที่แน่นอนและสามารถไปได้ไกลมาก
- มีความสว่างและเจิดจ้าสูง
- สามารถบีบให้ลำแสงมีขนาดที่เล็กลงได้มาก
- มีโพลาไรเซชันและความหนาแน่นของพลังงานสูง
ลักษณะของม่านตา
ม่านตา (Iris) ของมนุษย์นั้นจะมีสีแตกต่างกันขึ้นอยู่กับเม็ดสี (Melamin Pigment) ที่มีอยู่ โดยสีจะแตกต่างกันไปตามเชื้อชาติของคนๆ นั้นเช่น น้ำตาล เทา ดำ ฟ้า หรือเขียว นอกจากนี้ม่านตาจะสามารถหดและขยายเพื่อปรับปริมาณแสงที่ผ่านเข้าทางรูม่านตา (Pupil) ให้เหมาะสมได้ดังนี้
- ขณะอยู่ในที่มีแสงสว่างจ้า เช่น ตอนกลางวัน ม่านตาจะหดแคบ รูม่านตาก็จะเล็กลงทำให้ปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่ดวงตาลดน้อยลง
- ขณะอยู่ในที่มืดหรือแสงสว่างน้อย เช่น ตอนกลางคืน ม่านตาจะขยายใหญ่ทำให้ปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่ดวงตาเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เรามองเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ปีแสงคืออะไร
ปีแสง (Light-year) เป็นหน่วยของระยะทางที่กำหนดขึ้นมาใช้ในทางดาราศาสตร์ ซึ่งถูกใช้เพื่อวัดระยะทางระหว่างดาราจักรและไม่ใช่หน่วยวัดของเวลา โดย 1 ปีแสงหมายถึง ระยะทางที่แสงสามารถเดินทางได้ภายในเวลา 1 ปีซึ่งหนึ่งปีแสงมีค่าที่แน่นอนโดยใช้ตัวเลขปีจูเลียนเท่ากับ 365.25 วันมาคำนวณซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล และในเวลา 1 วินาทีแสงสามารถเดินทางได้ 299,792.458 กิโลเมตร ดังนั้น 1 ปีแสงจึงมีระยะทางประมาณ 9,460,730,472,580.8 กิโลเมตร
แสงคืออะไร
แสงคือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic wave) ประเภทหนึ่ง ซึ่งอยู่ในช่วงความยาวคลื่นที่สายตามนุษย์มองเห็น หรือบางครั้งอาจรวมถึงการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงความยาวคลื่นตั้งแต่รังสีอินฟราเรด (Infrared) ถึงรังสีอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet) ด้วย
ความถี่ของคลื่นแสงที่แตกต่างกันนั้นขึ้นอยู่กับความเร็วในการสั่นสะเทือน ถ้าหากคลื่นแสงยิ่งมีความสั่นสะเทือนมากก็จะยิ่งมีความถี่มากแต่ความยาวคลื่นก็จะยิ่งน้อย โดยแสงที่เรามองเห็นได้นั้นเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่ในระดับที่ดวงตาของมนุษย์สามารถมองเห็นได้ ซึ่งปกติแล้วแสงจะเคลื่อนที่ในสุญญากาศด้วยความเร็ว 299,792,458 เมตรต่อวินาที
จำแนกวัตถุตามการส่องผ่านของแสงได้ดังนี้
ความถี่ของคลื่นแสงที่แตกต่างกันนั้นขึ้นอยู่กับความเร็วในการสั่นสะเทือน ถ้าหากคลื่นแสงยิ่งมีความสั่นสะเทือนมากก็จะยิ่งมีความถี่มากแต่ความยาวคลื่นก็จะยิ่งน้อย โดยแสงที่เรามองเห็นได้นั้นเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่ในระดับที่ดวงตาของมนุษย์สามารถมองเห็นได้ ซึ่งปกติแล้วแสงจะเคลื่อนที่ในสุญญากาศด้วยความเร็ว 299,792,458 เมตรต่อวินาที
จำแนกวัตถุตามการส่องผ่านของแสงได้ดังนี้
- วัตถุโปร่งใส คือวัตถุที่ยอมให้แสงส่องทะลุผ่านได้โดยง่าย
- วัตถุโปร่งแสง คือวัตถุที่ยอมให้แสงผ่านไปได้เพียงบางส่วน
- วัตถุทึบแสง คือวัตถุที่ไม่ยอมให้แสงผ่านไปได้เลย
- ความเข้ม (ความสว่างหรือแอมพลิจูด) ซึ่งปรากฏแก่สายตามนุษย์ในรูปความสว่างของแสง
- ความถี่ (หรือความยาวคลื่น) ซึ่งปรากฏแก่สายตามนุษย์ในรูปสีของแสง
- โพลาไรเซชัน (มุมการสั่นของคลื่น) ซึ่งโดยปกติมนุษย์ไม่สามารถรับรู้ได้
ความผิดปกติของสายตาที่พบบ่อย
ความผิดปกติของสายตา เกิดขึ้นเพราะส่วนประกอบของนัยน์ตาทีลักษณะผิดปกติ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการมองเห็นไม่ชัดได้ ตาพร่าได้ ที่พบบ่อยได้แก่
1.สายตาสั้น คือ การที่มองเห็นเฉพาะสิ่งที่อยู่ใกล้ๆ สิ่งที่อยู่ไกลจะเห็นไม่ชัด
- สาเหตุ เกิดจากลูกตามีความยาวมากกว่าปกติ ทำให้ระยะระหว่างแก้วตา และจอตาอยู่ห่างกันเกินไป ทำให้ภาพของสิ่งที่มองตกก่อนจะถึงจอตา
- การแก้ไข ใส่แว่นตาที่ทำด้วยเลนส์เว้า เพื่อช่วยหักเหแสงให้ลงที่จอตาพอดี
2. สายตายาว คือ การที่มองเห็นเฉพาะสิ่งที่อยู่ไกลๆ สิ่งที่อยู่ใกล้จะเห็นไม่ชัด
- สาเหตุ เกิดจากลูกตามีความสั้นกว่าปกติ หรือผิวของแก้วตาโค้งนูนน้อยเกินไป ทำให้ภาพของสิ่งที่มองตกเลยจอตาไป ทำให้มองเห็นภาพใกล้ๆไม่ชัดเจน
- การแก้ไข ใส่แว่นตาที่ทำด้วยเลนส์นูน เพื่อช่วยหักเหแสงให้ลงที่จอตาพอดี
3. สายตาเอียง คือ การที่มองเห็นบิดเบี้ยวจากรูปทรงที่แท้จริง บางคนมองเห็นภาพในแนวดิ่งชัด แต่มองภาพในแนวระดับมองไม่ชัด เช่น มองดูนาฬิกา เห็นเลข 3,9 ชัด แต่เห็นเลข 6,12 ไม่ชัด
- สาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากความโค้งนูนของแก้วตาไม่สม่ำเสมอ จอตาจึงรับภาพได้ไม่ชัดเจนเท่าทุกแนว
- การแก้ไข ใส่แว่นตาเลนส์พิเศษ รูปกาบกล้วย หรือรูปทรงกระบอก แก้ไขภาพเฉพาะส่วนที่ตกนอกจอตา ให้ตกลงบนจอตาให้หมด
4. ตาส่อน ตาเอก ตาเข ตาเหล่
ตาส่อนและตาเอก หมายถึง คนที่มีตาดำสองข้างอยู่ในตำแหน่งไม่ตรงกัน ถ้าเป็นมากขึ้นเรียกว่า ตาเข และถ้าตาเขมากๆ เรียกว่า ตาเหล่ ซึ่งจะมองเห็นภาพเดียวกันเป็น 2 ภาพ เพราะภาพจาก ตาสองข้างทับกัน ไม่สนิท
ตาส่อนและตาเอก หมายถึง คนที่มีตาดำสองข้างอยู่ในตำแหน่งไม่ตรงกัน ถ้าเป็นมากขึ้นเรียกว่า ตาเข และถ้าตาเขมากๆ เรียกว่า ตาเหล่ ซึ่งจะมองเห็นภาพเดียวกันเป็น 2 ภาพ เพราะภาพจาก ตาสองข้างทับกัน ไม่สนิท
- สาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากกล้ามเนื้อบางมัดที่ใช้กลอกตา อ่อนกำลัง หรือเสียกำลังไป กล้ามเนื้อมัดตรงข้าม ยังทำงานปกติ จะดึงลูกตาให้เอียงไป ทำให้สมองไม่สามารถบังคับตาดำให้มองไป ยังสิ่งที่ต้องการ เหมือนลูกตาข้างที่ดีได้
- การแก้ไข ควรปรึกษา จักษุแพทย์ในระยะที่เริ่มเป็น แพทย์อาจรักษาโดยการใช้แว่นตา หรือฝึกกล้ามเนื้อที่อ่อนให้ทำงานดีขึ้น หรืออาจรักษาโดยการผ่าตัด
ส่วนประกอบของดวงตา
ภาพจาก : http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/6/65/Eye_iris.jpg
นัยน์ตา หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า ตา เป็นอวัยวะที่ช่วยให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆได้ ตามีส่วนประกอบ 2 ส่วน คือส่วนประกอบภายนอกตา ได้แก่
- คิ้ว ทำหน้าที่ป้องกันมิให้เหงื่อไหลเข้าตา
- ขนตา ช่วยป้องกันไม่ให้ฝุ่นละอองเข้าตา
- หนังตา ทำหน้าที่ช่วยปิดเปิดเพื่อรับแสงและควบคุมปริมาณของแสงสู่นัยน์ตา ป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับตาและหลับตา เพื่อให้นัยน์ตาได้พักผ่อน นอกจากนี้การกระพริบตายังจะช่วยรักษาให้นัยน์ตาชุ่มชื้นอยู่เสมอ โดยปกติคนเรากระพริบตา 25 ครั้ง / นาที
- ต่อมน้ำตา เป็นต่อมเล็กๆ อยู่ใต้หางคิ้ว ต่อมนี้จะขับน้ำตา มาหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา น้ำตาส่วนใหญ่จะระเหยไปในอากาศ ส่วนที่เหลือระบายออกที่รูระบายน้ำตา ซึ่งอยู่ที่หัวตา รูนี้เชื่อมกับท่อน้ำตาที่ต่อไปถึงในจมูก ถ้าต่อมน้ำตาขับน้ำตาออกมามาก เช่นเมื่อร้องไห้ น้ำตาจะถูกระบายออกที่รูระบายน้ำตา และเข้าไป ในจมูก ทำให้คัดจมูกได้
- ตาขาว (Sclera) คือส่วนสีขาวของนัยน์ตา ประกอบด้วยเนื้อเยื่อเหนียวไม่ยืดหยุ่นแต่แข็งแรง ทำหน้าที่หุ้มลูกตาไว้ ด้านหลังลูกตา มีกล้ามเนื้อยืดอยู่ 6 มัด ทำให้กลอกตาไปทางซ้ายขวา หรือขึ้น-ลงได้ ผนังด้านหน้าของลูกตาเป็นเนื้อเยื่อใสเรัยกว่า กระจกตา (Cornea) ซึ่งหากมีจุดหรือรอยถลอกเพียงเล็กน้อยจะรบกวน การมองเห็น และทำให้เคืองตาได้มากถ้าเป็นฝ้าขาวทำให้ตาบอดได้
- ตาดำ คือส่วนที่เป็น ม่านตา (Iris) มีลักษณะเป็นกล้ามเนื้อยืดหดได้และมีสีตามชาติพันธุ์ คนไทยส่วนใหญ่มีตาสีน้ำตาลเข้ม ดูเผินๆ คล้ายสีดำ จึงเรียกว่าตาดำ ตรงกลางม่านตามีรูกลม เรียกว่า รูม่านตา (Pupil) ซึ่งเป็นทางให้แสงผ่านเข้าทำให้เข้ารูม่านตาได้เหมาะ คือถ้าเราอยู่ในที่สว่างมาก ม่านตาจะหดแคบ รูม่านตาก็จะเล็กลง ทำให้แสงผ่านเข้าลูกตาได้น้อยลง เราจึงต้องทำตาหรี่ หรือหรี่ตาลง ถ้าอยู่ในที่สว่างน้อย ม่านตาจะเปิดกว้าง ทำให้แสงผ่านเข้าตาได้มากและทำให้มองเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น เราจึงต้องเบิกตากว้าง
- แก้วตา (Lens) อยู่หลังรูม่านตา มีลักษณะเป็นแผ่นใสๆ เหมือนแก้ว คล้ายเลนส์นูนธรรมดา มีเอ็นยึดแก้วตา (Ciliary muscle) ยึดระหว่าง แก้วตาและกล้ามเนื้อ และกล้ามนี้ยึดอยู่โดยรอบที่ขอบของแก้วตา กล้ามเนื้อนี้ทำหน้าที่ปรับแก้วตาให้โค้งออกมาเมื่อมาเมื่อมองภาพในระยะใกล้ และปรับแก้วตาให้แบนเมื่อมองในระยะไกล ทำให้มองเห็นภาพ ได้ชัดเจนทุกระยะ
- จอตา หรือฉากตา (Ratina) อยู่ด้านหลังแก้วตา มัลักษณะเป็นผนังที่ประกอบด้วยใยประสาทซึ่งไวต่อแสง เซลล์ของประสาทเหล่านี้ทำหน้าทั่เป็น จอรับภาพตามที่เป็นแล้วส่งความรู้สึกผ่านเส้นประสาทตา ซึ่งทอดทะลุออกทางหลังกระบอกตาโยงไปสู่สมอง เพื่อแปลความหมายให้เกิดความรู้สึกเห็นภาพ ทำให้เรารู้ว่าเรามองภาพอะไรอยู่
สายตาสั้นตั้งแต่กำเนิดเกิดจากอะไร
ภาพจาก : http://www.indisain.com/download/Education_13,3001.186cd81888/
สาเหตุของสายตาสั้นตั้งแต่กำเนิด
สาเหตุของปัญหาสายตาสั้นตั้งแต่กำเนิดนั้นมีอยู่ 3 ปัจจัยคือ กรรมพันธุ์ สิ่งแวดล้อม และการที่เด็กคลอดก่อนกำหนด โดยปัจจัยด้านกรรมพันธุ์นั้นหากพ่อหรือแม่สายตาสั้น โอกาสที่ลูกจะสายตาสั้นตั้งแต่กำเนิดมีเพียง 8-10 เปอร์เซ็นต์ แต่หากพ่อและแม่สายตาสั้นทั้งคู่ ลูกจะมีโอกาสสายตาสั้นตั้งแต่กำเนิดมากถึง 50 เปอร์เซ็นต์
สำหรับ ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม ระหว่างที่แม่ตั้งครรภ์นั้นหากมีอาการแพ้ท้อง รับประทานอาหารไม่ค่อยได้ หรือทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ ไม่ค่อยได้ทานโปรตีนก็มีส่วนทำให้เด็กสายตาสั้นตั้งแต่กำเนิดเช่นกัน
แม้ว่าสายตาของเด็กที่เพิ่งคลอดมาใหม่ๆจะมองไม่ค่อยชัดอยู่แล้ว แต่เมื่ออายุครบขวบปีแรกสายตาจะปรับและสามารถมองไกลได้มากขึ้น
ลักษณะ 5 ประการที่พ่อและแม่พึงสังเกตว่าลูกสายตาสั้นหรือไม่คือ
1. เด็กชอบหยีตาเวลามอง เพราะการทำตาหยีจะทำให้หาจุดโฟกัสง่ายขึ้น มองภาพได้ชัดเจนมากขึ้น
2. ชอบดูภาพและในระยะใกล้จนเกินไป
3. มีอาการแสบตา
4. เรียนไม่รู้เรื่องเพราะมองไม่เห็น
5. ปวดศีรษะ และแสบตา
สำหรับ แนวทางหลีกเลี่ยงปัญหานี้ และข้อปฏิบัติในระหว่างการตั้งครรภ์นั้น แม่ควรทานอาหารที่มีประโยชน์ ทานให้ครบ 5 หมู่ และฝากครรภ์อย่างถูกต้อง กล่าวคือ เมื่อรู้ว่ามีการตั้งครรภ์ควรไปฝากครรภ์ทันที เพื่อป้องกันการคลาดเคลื่อนของอายุครรภ์ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการคลอดก่อนกำหนดได้
อย่างไรก็ดีเรื่องสายตาสั้นตั้งแต่กำเนิดนั้น แม้ว่าส่วนหนึ่งอาจมาจากกรรมพันธุ์ แต่ปัจจัยอื่นที่ทำให้ลูกต้องใส่แว่นตั้งแต่ยังเล็กมากนั้น ต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่ของพ่อแม่ และหมั่นสังเกตพฤติกรรมของลูกทุกช่วงอายุ
หากลูกมีพฤติกรรมที่ผิดปกติ ควรพามาพบแพทย์ทันที เพราะหากเด็กสายตาสั้นมากในระยะมากกว่า 600 ขึ้นไป ต้องตรวจจอประสาทตา เพราะอาจเกิดวุ้นน้ำตาเสื่อมและจอประสาทตาลอกตามมาได้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

