แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิชาการ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิชาการ แสดงบทความทั้งหมด

เรามองเห็นภาพได้อย่างไร

วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2552


0 ความคิดเห็น

คนเราสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ก็เพราะว่า มีแสงส่องไปกระทบกับวัตถุแล้วสะท้อนเข้าสู่นัยน์ตาของเราเริ่มจากที่กระจกตา ( Cornea ) ผ่านเข้าทางรูม่านตา (Pupil) ไปที่แก้วตา (Lens) แล้วไปตกลงบนจอตา(Retina) ตามลำดับ โดยเซลล์รับภาพที่จอตาจะได้รับภาพมา ในลักษณะของภาพหัวกลับ แล้วส่งสัญญาณที่ได้รับไปตามประสาทตา (Optic Nerve) สู่สมองส่วนท้ายทอย จากนั้นสมองของเราจะทำหน้าที่แปลภาพหัวกลับที่ถูกส่งมานั้นให้กลายเป็นภาพหัวตั้งตามเดิมจึงทำให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆ ได้

สายตาเอียง (Astigmatism)

วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2552


0 ความคิดเห็น
ตามปกติแล้วแสงที่ผ่านเข้าสู่ดวงตานั้นควรจะมีการหักเหของแสงในแต่ละระนาบเท่ากันตลอดทั้ง 360 องศาทำให้แสงมารวมกันเป็นจุดอยู่บนจอตา (Retina) ดังนั้นเราจึงมองสิ่งต่างๆ ได้อย่างชัดเจน ส่วนภาวะสายตาเอียง (Astigmatism) ก็คือมีการหักเหแสงของดวงตาในแต่ละระนาบที่ไม่เท่ากัน ทำให้ไม่สามารถจะรวมแสงที่ผ่านเข้ามาในแต่ละแกนให้เป็นจุดเดียวกัน ผู้ที่มีสายตาเอียงจะมองเห็นภาพในสองแนวแกนชัดไม่เท่ากัน โดยจะมีแนวแกนหนึ่งชัดกว่าอีกแนวแกนหนึ่งซึ่งส่วนใหญ่แล้วทั้งสองแกนมักมักตั้งจะฉากกันยกตัวอย่างเช่น มองเห็นเส้นแนวนอนชัด แต่มองเห็นเส้นแนวตั้งไม่ชัด ส่งผลให้ผู้ที่สายตาเอียงมองเห็นภาพไม่ชัดเมื่อพยายามโฟกัสไปยังตำแหน่งในแนวแกนที่มีปัญหาสายตาเอียง

มีวิธีสังเกตภาวะสายตาเอียง (Astigmatism) ง่าย ๆ คือ ผู้ที่มีสายตาสั้น หรือสายตายาว จะสามารถมองเห็นตัวเลข ตัวอักษร ชัดเท่าๆกันทุกตัว หรือมัวเท่าๆกันทุกตัว แต่ผู้ที่มีสายตาเอียงจะมองเห็นตัวเลข หรือตัวอักษรบางตัวชัด บางตัวไม่ชัด เช่น เห็นเลข 1 ชัดเจนแม้ตัวเลขจะมีขนาดเล็กมาก แต่ไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างเลข 3 , 5 , 8 , 9 ได้ แม้ตัวเลขที่มองไม่ชัดนั้นจะมีขนาดใหญ่กว่าก็ตาม
  • สาเหตุ ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากความโค้งในแต่ละแนวของกระจกตาดำไม่เท่ากัน โดยที่สายตาเอียงอาจมีลักษณะความโค้งเป็นรูปไข่หรือลูกรักบี้ทำให้กำลังหักเหของแสงในแต่ละแนวแตกต่างกัน แต่ถ้าหากเป็นคนสายตาปกติจะมีความโค้งคล้ายทรงกลมแบบเดียวกับลูกฟุตบอล
  • อาการ เวลามองภาพโดยทั่วไปจะไม่ค่อยคมชัด เวลาโดนแสงดวงตาจะสู้แสงไม่ได้ และมักจะมีอาการปวดหัวบ่อยกว่าคนปกติ
  • วิธีแก้ไข ใช้แว่นสายตาเอียง ซึ่งมีกำลังของเลนส์ในแต่ละแนวไม่เท่ากันเพื่อแก้สายตาในแนวที่มีปัญหา หรือแก้ไขด้วยการใช้เลนส์สัมผัส (Contact Lens)

คุณสมบัติโคฮีเรนต์ (Coherent) ของแสงเลเซอร์

วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2552


0 ความคิดเห็น
แสงเลเซอร์เกิดขึ้นได้จากการเปล่งแสงแบบถูกเร้า (Stimulated Emission) โดยที่โฟตอน (Photon) จะมีความเป็นระเบียบสูง เกิดเป็นคลื่นแสงมีลักษณะที่พร้อมเพรียงกัน และมีการขยายสัญญาณแสงด้วยแควิตี้แสง โฟตอนจึงมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยแสงมีความเข้มสูงและวิ่งในทิศทางที่แน่นอน ซึ่งเป็นแนวตั้งฉากกับกระจกที่ใช้ทำเป็นแควิตี้เท่านั้น ดังนั้นแสงเลเซอร์จึงมีคุณสมบัติที่สำคัญอยู่ 4 ประการ คือ
  1. เป็นแสงสีเดียว (มีค่าความยาวคลื่นเดียว)
  2. มีเฟสเดียวกัน (มีหน้าคลื่น)
  3. มีทิศทางแน่นอน (เป็นลำแสง)
  4. มีความเข้มสูง (จำนวนโฟตอนต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่สูง)
โดยคุณสมบัติทั้ง 4 นี้ถูกเรียกรวมกันว่า คุณสมบัติโคฮีเรนต์ (Coherent) ดังนั้นเลเซอร์จึงเป็นแหล่งกำเนิดแสงแบบโคฮีเรนต์ (Coherent Light Source) โดยจุดเด่นทั้ง 4 ข้อนี้มีส่วนสำคัญที่ทำให้แสงเลเซอร์เกิดประโยชน์ในด้านประยุกต์วิธีใช้งาน ซึ่งการที่แสงเลเซอร์มีค่าความยาวคลื่น (Wavelength) ที่มีความแน่นอนจึงทำให้เลเซอร์ถูกใช้เป็นมาตรฐาน สำหรับงานที่ต้องการความแม่นยำสูงได้แก่ การเก็บบันทึกและอ่านข้อมูลในแผ่นซีดีและดีวีดี การผ่าตัดอวัยวะภายใน การประดิษฐุ์เครื่องมือวัดระยะทางและความเร็ว

การค้นพบแสงเลเซอร์

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2552


0 ความคิดเห็น
ซี.เอช. ทาวน์ส (C.H. Townes) เป็นผู้ที่คิดค้นเลเซอร์ โดยเขาได้เสนอทฤษฎีเลเซอร์ไว้ในปี ค.ศ. 1954 และต่อมาในปี ค.ศ. 1964 เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์จากทฤษฎีนี้

ทีโอดอร์ เอช ไมแมน (Theodore H.Maiman) นักฟิสิกส์ชาวอเมริกัน เป็นผู้ที่ประดิษฐ์แสงเลเซอร์ได้เป็นคนแรกของโลกและสามารถพิสูจน์ทฤษฎีเลเซอร์ของ C.H. Townes ได้สำเร็จ ด้วยการศึกษาค้นคว้าและวิจัยเกี่ยวกับแสงเลเซอร์ขึ้นที่สถาบันวิจัย ฮิวจ์ (Hughes Research Laboratories) โดยการสร้่างอุปกรณ์ให้กำเนิด "เลเซอร์ทับทิม (Ruby Laser)" ซึ่งเป็นของแข็ง ในปี ค.ศ.1960 โดยการใช้ท่อแสงอิเล็กทรอนิกส์ขดรอบผลึกทับทิมซึ่งถูกสังเคราะห์ขึ้นจากการผสมอลูมิเนียมกับโครเมียมอ๊อกไซด์ ซึ่งอะตอมโครเมี่ยมในแท่งทับทิมจะถูกกระตุ้นให้ปล่อยแสงเลเซอร์ออกมาตามท่อลำแสงเป็นระยะ เร่งให้ อะตอมโครเมี่ยมเปลี่ยนจากสภาวะพลังงานต่ำไปสู่ระดับพลังงานสูง ซึ่งภายในเวลาเพียง 1 ใน 2,000-3,000 ของวินาที แล้วอะตอมโครเมี่ยมก็จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ โดยในขณะเดียวกันก็จะปล่อยพลังงานที่เรียกว่า "โฟตอน" ออกมาด้วย เมื่อโฟตอนที่ถูกปล่อยออกมาไปกระทบกับอะตอมของโครเมียม ก็จะทำให้โครเมี่ยมปล่อยโฟตอนที่เหมือนกันออกมาอีก และมีการเคลื่อนที่เป็นคู่ในทิศทางเดียวกัน กลายเป็นลำแสงที่สะท้อนไปมาระหว่างกระจกที่ปลายแต่ละข้างของแท่งทับทิม ซึ่งหากพุ่งผ่านกระจกที่ถูกฉาบปรอทไว้ครึ่งหนึ่ง จะเกิดเป็นลำแสงสีแดงส่องออกมาจากปลายข้างหนึ่ง

จาแวน (Javan) เป็นผู้ประดิษฐ์เลเซอร์ที่ทำจาก ก๊าซฮีเลียม-นีออน ซึ่งถือว่าเป็นเลเซอร์แบบก๊าซ ได้เป็นผลสำเร็จในปีเดียวกันนั้นเอง หลังจากนั้นพัฒนาการด้านเทคโนโลยีเลเซอร์ก็มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง และมีการผลิดเลเซอร์ชนิดต่างๆออกมามากมายซึ่งมีทั้งที่ทำจาก ของแข็ง ของเหลว ก๊าซ และจากสารกึ่งตัวนำจำพวกไดโอด

องค์ประกอบของระบบกำเนิดแสงเลเซอร์

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2552


0 ความคิดเห็น
ระบบกำเนิดแสงเลเซอร์โดยทั่วไปประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วนคือ
  1. สารเลเซอร์ หรือ เลเซอร์มีเดียม (Laser Medium) เป็นสารหรือเนื้อวัสดุที่ใช้เป็นตัวกลางทำให้เกิดแสงเลเซอร์ ที่มีโครงสร้างอะตอมหรือโมเลกุลเหมาะสมกับการเกิดเลเซอร์ ตัวอย่างเช่น ผลึกทับทิม (Ruby Crystal) สารกึ่งตัวนำ (Semiconductor) ฯลฯ
  2. ระบบจ่ายกำลัง (Power Supply) เป็นระบบทางไฟฟ้าหรือทางแสง สำหรับกระตุ้นพลังงานให้แก่เนื้อวัสดุที่เป็นสารเลเซอร์ให้มีสภาพถูกกระตุ้น (Energy Pumping) เพื่อให้ปลดปล่อยแสงเลเซอร์
  3. ระบบสะท้อนแสง หรือ ระบบออฟติคอล เรโซเนเตอร์ (Optical Resonator) เป็นระบบสะท้อนแสง เพื่อช่วยกระตุ้นการปลดปล่อยแสงเสเซอร์สำหรับขยายสัญญาณแสงให้มีความเข้มสูง

แสงเลเซอร์คืออะไร

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552


0 ความคิดเห็น
แสงเลเซอร์คือ คลื่นแสงที่มีความถี่เป็นค่าเดียวกัน โดย LASER ย่อมาจาก “Light Amplification by Stimulated Emission Radiation” ซึ่งหมายถึง การขยายพลังแสงด้วยการกระตุ้นให้แผ่รังสี

โดยแสงเลเซอร์จะมีลักษณะพิเศษคือเป็นคลื่นแสงที่มีความถี่ค่าเดียว (Monochromatic Light) และมีความเป็นระเบียบสูง (Coherence) ส่งผลให้ให้คลื่นแสงเลเซอร์จะไม่เกิดการหักล้างกันเองและมีการเสริมกันอยู่ตลอดเวลาตามคุณสมบัติของคลื่น ทำให้เป็นลำแสงที่มีความเข้มสูงอย่างยิ่ง มีความพร้อมเพรียงสม่ำเสมอ และคงที่โดยแสงที่ปล่อยออกมาทั้งหมด จะมีความยาวคลื่น สี และจังหวะเป็นแบบเดียวกันหมด และถ้าแสงเลเซอร์อยู่ในสเป็กตรัมที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า (visible spectrum) ก็จะสามารถระบุช่วงของความยาวคลื่นได้ง่ายจากการดูสีของเลเซอร์ ซึ่งแสงเลเซอร์จะแตกต่างจากแสงธรรมดาที่เมื่อฉายแสงออกไปลำแสงจะบานกว้างออกเป็นลักษณะรูปกรวย โดยแสงเลเซอร์จะมีคุณสมบัติทั่วไปดังนี้
  • การเบี่ยงเบนของลำแสงน้อย (low-divergence beam)
  • เคลื่อนที่ในทิศทางที่แน่นอนและสามารถไปได้ไกลมาก
  • มีความสว่างและเจิดจ้าสูง
  • สามารถบีบให้ลำแสงมีขนาดที่เล็กลงได้มาก
  • มีโพลาไรเซชันและความหนาแน่นของพลังงานสูง

ลักษณะของม่านตา

วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2552


0 ความคิดเห็น
ม่านตา (Iris) ของมนุษย์นั้นจะมีสีแตกต่างกันขึ้นอยู่กับเม็ดสี (Melamin Pigment) ที่มีอยู่ โดยสีจะแตกต่างกันไปตามเชื้อชาติของคนๆ นั้นเช่น น้ำตาล เทา ดำ ฟ้า หรือเขียว นอกจากนี้ม่านตาจะสามารถหดและขยายเพื่อปรับปริมาณแสงที่ผ่านเข้าทางรูม่านตา (Pupil) ให้เหมาะสมได้ดังนี้
  • ขณะอยู่ในที่มีแสงสว่างจ้า เช่น ตอนกลางวัน ม่านตาจะหดแคบ รูม่านตาก็จะเล็กลงทำให้ปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่ดวงตาลดน้อยลง
  • ขณะอยู่ในที่มืดหรือแสงสว่างน้อย เช่น ตอนกลางคืน ม่านตาจะขยายใหญ่ทำให้ปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่ดวงตาเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เรามองเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ปีแสงคืออะไร

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2552


0 ความคิดเห็น
ปีแสง (Light-year) เป็นหน่วยของระยะทางที่กำหนดขึ้นมาใช้ในทางดาราศาสตร์ ซึ่งถูกใช้เพื่อวัดระยะทางระหว่างดาราจักรและไม่ใช่หน่วยวัดของเวลา โดย 1 ปีแสงหมายถึง ระยะทางที่แสงสามารถเดินทางได้ภายในเวลา 1 ปีซึ่งหนึ่งปีแสงมีค่าที่แน่นอนโดยใช้ตัวเลขปีจูเลียนเท่ากับ 365.25 วันมาคำนวณซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล และในเวลา 1 วินาทีแสงสามารถเดินทางได้ 299,792.458 กิโลเมตร ดังนั้น 1 ปีแสงจึงมีระยะทางประมาณ 9,460,730,472,580.8 กิโลเมตร

แสงคืออะไร

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2552


1 ความคิดเห็น
แสงคือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic wave) ประเภทหนึ่ง ซึ่งอยู่ในช่วงความยาวคลื่นที่สายตามนุษย์มองเห็น หรือบางครั้งอาจรวมถึงการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงความยาวคลื่นตั้งแต่รังสีอินฟราเรด (Infrared) ถึงรังสีอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet) ด้วย

ความถี่ของคลื่นแสงที่แตกต่างกันนั้นขึ้นอยู่กับความเร็วในการสั่นสะเทือน ถ้าหากคลื่นแสงยิ่งมีความสั่นสะเทือนมากก็จะยิ่งมีความถี่มากแต่ความยาวคลื่นก็จะยิ่งน้อย โดยแสงที่เรามองเห็นได้นั้นเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่ในระดับที่ดวงตาของมนุษย์สามารถมองเห็นได้ ซึ่งปกติแล้วแสงจะเคลื่อนที่ในสุญญากาศด้วยความเร็ว 299,792,458 เมตรต่อวินาที

จำแนกวัตถุตามการส่องผ่านของแสงได้ดังนี้
  • วัตถุโปร่งใส คือวัตถุที่ยอมให้แสงส่องทะลุผ่านได้โดยง่าย
  • วัตถุโปร่งแสง คือวัตถุที่ยอมให้แสงผ่านไปได้เพียงบางส่วน
  • วัตถุทึบแสง คือวัตถุที่ไม่ยอมให้แสงผ่านไปได้เลย
สมบัติพื้นฐานของแสงได้แก่
  • ความเข้ม (ความสว่างหรือแอมพลิจูด) ซึ่งปรากฏแก่สายตามนุษย์ในรูปความสว่างของแสง
  • ความถี่ (หรือความยาวคลื่น) ซึ่งปรากฏแก่สายตามนุษย์ในรูปสีของแสง
  • โพลาไรเซชัน (มุมการสั่นของคลื่น) ซึ่งโดยปกติมนุษย์ไม่สามารถรับรู้ได้

ความผิดปกติของสายตาที่พบบ่อย

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2552


0 ความคิดเห็น

ความผิดปกติของสายตา เกิดขึ้นเพราะส่วนประกอบของนัยน์ตาทีลักษณะผิดปกติ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการมองเห็นไม่ชัดได้ ตาพร่าได้ ที่พบบ่อยได้แก่

1.สายตาสั้น คือ การที่มองเห็นเฉพาะสิ่งที่อยู่ใกล้ๆ สิ่งที่อยู่ไกลจะเห็นไม่ชัด
  • สาเหตุ เกิดจากลูกตามีความยาวมากกว่าปกติ ทำให้ระยะระหว่างแก้วตา และจอตาอยู่ห่างกันเกินไป ทำให้ภาพของสิ่งที่มองตกก่อนจะถึงจอตา
  • การแก้ไข ใส่แว่นตาที่ทำด้วยเลนส์เว้า เพื่อช่วยหักเหแสงให้ลงที่จอตาพอดี
2. สายตายาว คือ การที่มองเห็นเฉพาะสิ่งที่อยู่ไกลๆ สิ่งที่อยู่ใกล้จะเห็นไม่ชัด
  • สาเหตุ เกิดจากลูกตามีความสั้นกว่าปกติ หรือผิวของแก้วตาโค้งนูนน้อยเกินไป ทำให้ภาพของสิ่งที่มองตกเลยจอตาไป ทำให้มองเห็นภาพใกล้ๆไม่ชัดเจน
  • การแก้ไข ใส่แว่นตาที่ทำด้วยเลนส์นูน เพื่อช่วยหักเหแสงให้ลงที่จอตาพอดี
3. สายตาเอียง คือ การที่มองเห็นบิดเบี้ยวจากรูปทรงที่แท้จริง บางคนมองเห็นภาพในแนวดิ่งชัด แต่มองภาพในแนวระดับมองไม่ชัด เช่น มองดูนาฬิกา เห็นเลข 3,9 ชัด แต่เห็นเลข 6,12 ไม่ชัด
  • สาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากความโค้งนูนของแก้วตาไม่สม่ำเสมอ จอตาจึงรับภาพได้ไม่ชัดเจนเท่าทุกแนว
  • การแก้ไข ใส่แว่นตาเลนส์พิเศษ รูปกาบกล้วย หรือรูปทรงกระบอก แก้ไขภาพเฉพาะส่วนที่ตกนอกจอตา ให้ตกลงบนจอตาให้หมด
4. ตาส่อน ตาเอก ตาเข ตาเหล่
ตาส่อนและตาเอก หมายถึง คนที่มีตาดำสองข้างอยู่ในตำแหน่งไม่ตรงกัน ถ้าเป็นมากขึ้นเรียกว่า ตาเข และถ้าตาเขมากๆ เรียกว่า ตาเหล่ ซึ่งจะมองเห็นภาพเดียวกันเป็น 2 ภาพ เพราะภาพจาก ตาสองข้างทับกัน ไม่สนิท
  • สาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากกล้ามเนื้อบางมัดที่ใช้กลอกตา อ่อนกำลัง หรือเสียกำลังไป กล้ามเนื้อมัดตรงข้าม ยังทำงานปกติ จะดึงลูกตาให้เอียงไป ทำให้สมองไม่สามารถบังคับตาดำให้มองไป ยังสิ่งที่ต้องการ เหมือนลูกตาข้างที่ดีได้
  • การแก้ไข ควรปรึกษา จักษุแพทย์ในระยะที่เริ่มเป็น แพทย์อาจรักษาโดยการใช้แว่นตา หรือฝึกกล้ามเนื้อที่อ่อนให้ทำงานดีขึ้น หรืออาจรักษาโดยการผ่าตัด

ส่วนประกอบของดวงตา

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2552


0 ความคิดเห็น
ภาพจาก : http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/6/65/Eye_iris.jpg

นัยน์ตา หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า ตา เป็นอวัยวะที่ช่วยให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆได้ ตามีส่วนประกอบ 2 ส่วน คือ

ส่วนประกอบภายนอกตา ได้แก่
  1. คิ้ว ทำหน้าที่ป้องกันมิให้เหงื่อไหลเข้าตา
  2. ขนตา ช่วยป้องกันไม่ให้ฝุ่นละอองเข้าตา
  3. หนังตา ทำหน้าที่ช่วยปิดเปิดเพื่อรับแสงและควบคุมปริมาณของแสงสู่นัยน์ตา ป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับตาและหลับตา เพื่อให้นัยน์ตาได้พักผ่อน นอกจากนี้การกระพริบตายังจะช่วยรักษาให้นัยน์ตาชุ่มชื้นอยู่เสมอ โดยปกติคนเรากระพริบตา 25 ครั้ง / นาที
  4. ต่อมน้ำตา เป็นต่อมเล็กๆ อยู่ใต้หางคิ้ว ต่อมนี้จะขับน้ำตา มาหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา น้ำตาส่วนใหญ่จะระเหยไปในอากาศ ส่วนที่เหลือระบายออกที่รูระบายน้ำตา ซึ่งอยู่ที่หัวตา รูนี้เชื่อมกับท่อน้ำตาที่ต่อไปถึงในจมูก ถ้าต่อมน้ำตาขับน้ำตาออกมามาก เช่นเมื่อร้องไห้ น้ำตาจะถูกระบายออกที่รูระบายน้ำตา และเข้าไป ในจมูก ทำให้คัดจมูกได้
ส่วนประกอบภายในดวงตา คือ ส่วนที่เรียกว่าลูกตา มีรูปร่างเป็นทรงกลมรี ภายในมีของเหลว ลักษณะเป็นวุ้นใสคล้ายไข่ดาวบรรจุอยู่เต็ม อวัยวะที่สำคัญของส่วนประกอบภายในลูกตา ได้แก่ ตาขาว ตาดำ แก้วตา และจอตา(Retina)หรือฉากตา
  1. ตาขาว (Sclera) คือส่วนสีขาวของนัยน์ตา ประกอบด้วยเนื้อเยื่อเหนียวไม่ยืดหยุ่นแต่แข็งแรง ทำหน้าที่หุ้มลูกตาไว้ ด้านหลังลูกตา มีกล้ามเนื้อยืดอยู่ 6 มัด ทำให้กลอกตาไปทางซ้ายขวา หรือขึ้น-ลงได้ ผนังด้านหน้าของลูกตาเป็นเนื้อเยื่อใสเรัยกว่า กระจกตา (Cornea) ซึ่งหากมีจุดหรือรอยถลอกเพียงเล็กน้อยจะรบกวน การมองเห็น และทำให้เคืองตาได้มากถ้าเป็นฝ้าขาวทำให้ตาบอดได้
  2. ตาดำ คือส่วนที่เป็น ม่านตา (Iris) มีลักษณะเป็นกล้ามเนื้อยืดหดได้และมีสีตามชาติพันธุ์ คนไทยส่วนใหญ่มีตาสีน้ำตาลเข้ม ดูเผินๆ คล้ายสีดำ จึงเรียกว่าตาดำ ตรงกลางม่านตามีรูกลม เรียกว่า รูม่านตา (Pupil) ซึ่งเป็นทางให้แสงผ่านเข้าทำให้เข้ารูม่านตาได้เหมาะ คือถ้าเราอยู่ในที่สว่างมาก ม่านตาจะหดแคบ รูม่านตาก็จะเล็กลง ทำให้แสงผ่านเข้าลูกตาได้น้อยลง เราจึงต้องทำตาหรี่ หรือหรี่ตาลง ถ้าอยู่ในที่สว่างน้อย ม่านตาจะเปิดกว้าง ทำให้แสงผ่านเข้าตาได้มากและทำให้มองเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น เราจึงต้องเบิกตากว้าง
  3. แก้วตา (Lens) อยู่หลังรูม่านตา มีลักษณะเป็นแผ่นใสๆ เหมือนแก้ว คล้ายเลนส์นูนธรรมดา มีเอ็นยึดแก้วตา (Ciliary muscle) ยึดระหว่าง แก้วตาและกล้ามเนื้อ และกล้ามนี้ยึดอยู่โดยรอบที่ขอบของแก้วตา กล้ามเนื้อนี้ทำหน้าที่ปรับแก้วตาให้โค้งออกมาเมื่อมาเมื่อมองภาพในระยะใกล้ และปรับแก้วตาให้แบนเมื่อมองในระยะไกล ทำให้มองเห็นภาพ ได้ชัดเจนทุกระยะ
  4. จอตา หรือฉากตา (Ratina) อยู่ด้านหลังแก้วตา มัลักษณะเป็นผนังที่ประกอบด้วยใยประสาทซึ่งไวต่อแสง เซลล์ของประสาทเหล่านี้ทำหน้าทั่เป็น จอรับภาพตามที่เป็นแล้วส่งความรู้สึกผ่านเส้นประสาทตา ซึ่งทอดทะลุออกทางหลังกระบอกตาโยงไปสู่สมอง เพื่อแปลความหมายให้เกิดความรู้สึกเห็นภาพ ทำให้เรารู้ว่าเรามองภาพอะไรอยู่

สายตาสั้นตั้งแต่กำเนิดเกิดจากอะไร

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552


0 ความคิดเห็น
ภาพจาก : http://www.indisain.com/download/Education_13,3001.186cd81888/

สาเหตุของสายตาสั้นตั้งแต่กำเนิด
สาเหตุของปัญหาสายตาสั้นตั้งแต่กำเนิดนั้นมีอยู่ 3 ปัจจัยคือ กรรมพันธุ์ สิ่งแวดล้อม และการที่เด็กคลอดก่อนกำหนด โดยปัจจัยด้านกรรมพันธุ์นั้นหากพ่อหรือแม่สายตาสั้น โอกาสที่ลูกจะสายตาสั้นตั้งแต่กำเนิดมีเพียง 8-10 เปอร์เซ็นต์ แต่หากพ่อและแม่สายตาสั้นทั้งคู่ ลูกจะมีโอกาสสายตาสั้นตั้งแต่กำเนิดมากถึง 50 เปอร์เซ็นต์
สำหรับ ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม ระหว่างที่แม่ตั้งครรภ์นั้นหากมีอาการแพ้ท้อง รับประทานอาหารไม่ค่อยได้ หรือทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ ไม่ค่อยได้ทานโปรตีนก็มีส่วนทำให้เด็กสายตาสั้นตั้งแต่กำเนิดเช่นกัน
แม้ว่าสายตาของเด็กที่เพิ่งคลอดมาใหม่ๆจะมองไม่ค่อยชัดอยู่แล้ว แต่เมื่ออายุครบขวบปีแรกสายตาจะปรับและสามารถมองไกลได้มากขึ้น

ลักษณะ 5 ประการที่พ่อและแม่พึงสังเกตว่าลูกสายตาสั้นหรือไม่คือ
1. เด็กชอบหยีตาเวลามอง เพราะการทำตาหยีจะทำให้หาจุดโฟกัสง่ายขึ้น มองภาพได้ชัดเจนมากขึ้น
2. ชอบดูภาพและในระยะใกล้จนเกินไป
3. มีอาการแสบตา
4. เรียนไม่รู้เรื่องเพราะมองไม่เห็น
5. ปวดศีรษะ และแสบตา

สำหรับ แนวทางหลีกเลี่ยงปัญหานี้ และข้อปฏิบัติในระหว่างการตั้งครรภ์นั้น แม่ควรทานอาหารที่มีประโยชน์ ทานให้ครบ 5 หมู่ และฝากครรภ์อย่างถูกต้อง กล่าวคือ เมื่อรู้ว่ามีการตั้งครรภ์ควรไปฝากครรภ์ทันที เพื่อป้องกันการคลาดเคลื่อนของอายุครรภ์ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการคลอดก่อนกำหนดได้
อย่างไรก็ดีเรื่องสายตาสั้นตั้งแต่กำเนิดนั้น แม้ว่าส่วนหนึ่งอาจมาจากกรรมพันธุ์ แต่ปัจจัยอื่นที่ทำให้ลูกต้องใส่แว่นตั้งแต่ยังเล็กมากนั้น ต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่ของพ่อแม่ และหมั่นสังเกตพฤติกรรมของลูกทุกช่วงอายุ

หากลูกมีพฤติกรรมที่ผิดปกติ ควรพามาพบแพทย์ทันที เพราะหากเด็กสายตาสั้นมากในระยะมากกว่า 600 ขึ้นไป ต้องตรวจจอประสาทตา เพราะอาจเกิดวุ้นน้ำตาเสื่อมและจอประสาทตาลอกตามมาได้